วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

เที่ยวเกาะครามน้อย ทะเลแหวกแห่งพัทยา! เดินทางด้วยเรือยอร์ชสุดหรู

สายลม แสงแดด และน้ำทะเลสวยๆ ที่อยู่รอบตัวเราบนเรือในวันนั้นราวกับเป็นการแสดงจากธรรมชาติที่สร้างขึ้นมาให้เราได้สัมผัสแต่เพียงผู้เดียว บรรยากาศและความสุขในวันนั้นยังคงเก็บไว้อยู่ในความทรงจำ

ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเราเลยก็ว่าได้สำหรับการได้นั่งเรือยอร์ชลำใหญ่แบบสุดไพรเวทล่องไปในทะเลพัทยาอันเงียบสงบ

เราได้มีโอกาสใช้ได้ล่องเรือยอร์ชของบริษัท Blue Voyage Thailand ซึ่งเป็นผู้ให้บริการล่องเรือยอร์ชชมเกาะที่ได้รับการยอมรับในพัทยา

ซึ่งการได้ขึ้นไปใช้บริการบนเรือลำนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังแม้แต่น้อย จากที่เคยได้เห็นตามโซเชี่ยล แต่ไม่เคยได้สัมผัสการนั่งเรือยอร์ชมาก่อน เมื่อมาได้สัมผัสจริงๆ มันตื่นเต้นกว่าที่เคยเห็นมาซะอีก

เรือยอร์ชที่เราใช้บริการในวันนี้สามารถรองรับผู้ได้สารได้ถึง 40-50 คน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เรียกได้ว่ามีทุกสิ่งที่คุณคิดว่าบนเรือยอร์ชสักลำควรมี

ไม่ว่าจะเป็นโซนนั่งเล่นก็มีชุดโซฟาแบบวีไอพีที่อยู่ทั้งด้านในเรือและด้านนอกเรือให้คุณได้นั่งเล่นแบบสบายอารมณ์ชมวิวทะเลได้ทั่วแบบ 360 องศา

หรือหากใครอยากจะพักผ่อนสักงีบระหว่างการเดินทาง ด้านในตัวเรือก็มีห้องนอนไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้พักสายตาถึง 3 ห้องด้วยกันและที่เด็ดกว่านั้นคือเป็นห้องนอนที่มีกระจกเอาไว้มองวิวจากทะเลอีกด้วย

และจุดไฮไลท์ที่สำคัญของเรือลำนี้ก็คือบริเวณหัวเรือ ที่นี่คือมุมโปรดของหนุ่มๆ สาวที่ชอบถ่ายภาพหรือนั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ แน่นอน เพราะมีที่นั่งและเปลนอนไว้ให้ถ่ายรูปชิคๆ ไว้อวดเพื่อนๆ ลงบนโซเชี่ยล หรือจะนั่งชิลมองวิวข้างหน้าก็ฟินไม่แพ้กัน

ถึงแสงแดดจะร้อนเพียงใดแต่เมื่อได้เจอกับลมทะเลและวิวสุดอลังการระหว่างทางก็อดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งชมวิวและซึมซับบรรยากาศที่หัวเรือนี้กันทุกคน

มื่อเรือล่องออกมาสักพักประมาณ 40 นาที เราก็เดินทางมาถึงที่หมายเกาะครามน้อย ที่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในทะเลอ่าวไทยที่เงียบสงบแห่งนี้จะมีเกาะที่งดงามขนาดนี้ซ่อนอยู่และที่สำคัญที่นี่มีทะเลแหวกด้วย!

เกาะครามน้อยเป็นเกาะที่ปกครองโดยทหารเรือ พื้นที่ภายในเกาะมีขนาดไม่ใหญ่มากมีดหาดทรายเล็กๆ บริเวณหน้าเกาะสามารถนั่งเรือเล็กเข้าไปชมได้

และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าพีคที่สุดก็คือน้ำทะเลของที่นี่ใสมาก แบบมันใสเหมือนกับทะเลฝั่งอันดามันที่เราเคยไปอย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่น่าเชื่อว่าฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ใครๆ ก็บอกว่าน้ำทะเลสีไม่สวยนั้น

จะมีเกาะเล็กๆ ที่น้ำทะเลสวยและใสขนาดนี้อยู่ด้วย ที่สำคัญหลายๆ คนยังแทบไม่รู้จักที่นี่ทำให้ที่นี่ยังคงอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณไม่ควรพลาด

สรุปง่ายๆ iPhone X ควรค่าแก่การซื้อหรือไม่!!

Apple เปิดตัว iPhone X หน้าจอไร้ขอบที่สาวกต่างรอกันมาอย่างยาวนาน ผู้เขียนบอกตรงๆ ว่าเมื่อไปลองเล่น Galaxy S8 ก็พบว่า หน้าจอไร้ขอบ (อ่ะๆ ขอบบางละกัน) นี่มันแจ่มจริงๆ มุมมองมันกว้างขึ้นเยอะจนอยากจะได้มา แต่ติดที่เดิมว่าใช้ iPhone 6s เลยรอดู iPhone จาก Apple ก่อนดีกว่า ตอนนี้หลายๆ คนอาจจะเริ่มลังเลแล้วว่า iPhone X น่าซื้อรึเปล่านะ?

ดีไซน์

iPhone X ถือว่าเป็น iPhone ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ Apple เคยออกแบบและทำมา หน้าจอไร้ขอบขนาด 5.8 นิ้ว (แต่มีติ่งด้านบน) ง่ายต่อการใช้งาน และพอดีกับการใช้งานด้วยมือเดียวแต่ได้หน้าจอที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Plus ขอบด้านข้างของเครื่องเป็นสแตนเลสสตีลด้านหลังเป็นกระจก จากเดิมที่เป็นโลหะทั้งหมด การออกแบบในครั้งนี้ดูดีเลยทีเดียว

ซอฟท์แวร์

ครั้งแรกของ iPhone ที่มาพร้อมกับการควบคุมแบบใหม่ที่ไม่มีปุ่มโฮมอีกต่อไป โดยจะมีการใช้งานดังนี้

-ใช้การแตะหน้าจอเพื่อเปิดเครื่อง

-ปัดหน้าจอขึ้นเพื่อเข้าสู่หน้าโฮมสกรีน

-ปัดหน้าจอขึ้นค้างไว้เพื่อเปิดใช้งาน Multitasking

-เรียกใช้ Control Center ได้โดยการปัดขอบด้านบนฝั่งขวาของรอยบากลงมา

เรียกใช้ Notification Center ได้โดยการปัดขอบด้านบนฝั่งซ้ายของรอยบากลงมา

นอกจากนี้ยังสามารถสลับแอปที่ใช้งานได้โดยการปัดไปทางซ้าย-ขวา ที่ขีดๆ ด้านล่างได้อีกด้วย

ฮาร์ดแวร์

iPhone X (รวมถึง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus) มาพร้อมชิปประมวลผล Apple A11 Bionic จัดเป็นชิปเซ็ตที่แรงที่สุดในหมู่บรรดาสมาร์ทโฟนทุกค่ายในตอนนี้ ในส่วนของกล้องนั้นก็มาพร้อม Portrait Mode แบบใหม่ กันสั่นแบบฮาร์ดแวร์ทั้งสองตัว (OIS) และโมดูลลสำหรับถ่าย Telephoto นั้นก็มีรูรับแสงที่กว้าง f/2.4 กว้างกว่า iPhone 8 Plus ที่มีรูรับแสง f/2.8

แต่จุดที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือ Face ID หรือระบบความปลอดภัยแบบใหม่ของ Apple ถึงแม้ว่าดูแล้วอาจจะไม่ว้าวอะไรเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีแบรนด์อื่นทำออกมาแล้ว แต่ Apple ยืนยันว่า Face ID ของ iPhone X นั้นแตกต่างออกไป มีความปลอดภัยสูงกว่ามาก ไม่สามารถหลอกได้ด้วยรูปถ่ายเหมือนบางค่าย และเซ็นเซอร์ 3D นี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Animoji น่ารักๆ ได้อีกด้วย

Apple ได้พัฒนาหน้าจอขึ้นนไปอีกระดับกับ Super Retina Display ซึ่งใช้หน้าจอ OLED ความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล ความหนาแน่น 459 ต่อนิ้ว ซึ่งเป็น iPhone ที่มีความละเอียดหน้าจอมากที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา

สรุป

สำหรับผู้ใช้งาน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ที่เพิ่งซื้อเครื่องใหม่มา ยังไม่ต้องรีบเปลี่ยนก็ได้ เนื่องด้วยการดีไซน์แบบเดิมและความแรงของชิปประมวลผลก็ยังใช้งานได้อย่างเหลือๆ อาจจะรอสัก 1 ปี เผื่อว่า Apple จะสามารถจัดการกับรอยบากด้านบนหน้าจอได้ดีกว่านี้ครับ

สำหรับู้ใช้งาน iPhone ที่ไม่ได้จำเป็นต้องจ่ายเงินถึง 40,000 บาทเพื่อซื้อ iPhone X คือใช้งานเพียงทั่วไปเท่านั้น อาจจะหยุดที่รุ่นเดิมก่อนก็ได้ เพราะอย่างไรเทคโนโลยีเมื่อเวลาผ่านไปราคาก็ต้องมีลงบ้าง ตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องควักเงินมหาศาลที่สามารถซื้อ MacBook Air ไปใช้กับ iPhone ครับ

แต่คุณมีความอยากได้มามากกว่า 80% โดยเฉพาะแฟนๆ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าสาวก ถ้าเงินถึงก็จัดเลยครับ

เปิดตัว Asus ZenFone 4 Series

เปิดตัว Asus ZenFone 4 Series อย่างเป็นทางการ 6 รุ่นรวด นำโดย ZenFone 4 Pro ตัวท็อปกับกล้องคู่ พร้อมขุมพลัง Snapdragon 835 และ RAM 6GB บนการดีไซน์สุดพรีเมียม!

หลังจากที่ปล่อยให้แฟนรอคอยมาอย่างยาวนาน ล่าสุดก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วสำหรับ Asus ZenFone 4 Series ที่เปิดตัวมาพร้อมกันมากถึง 6 รุ่น ซึ่งได้แก่ Asus ZenFone 4, ZenFone 4 Pro, ZenFone 4 Selfie, ZenFone 4 Selfie Pro, ZenFone 4 Max และ ZenFone 4 Max Pro

Asus ZenFone 4 Pro ราคาประมาณ 22,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 156.9x75.6x7.6 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 175 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB และ 128GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 2TB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED, มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.7, เลนส์ซูมแบบ 2X Optical Zoom, ระบบการโฟกัสภาพแบบ TriTech Autofocus และระบบการป้องกันภาพสั่นไหว 4 แกน (4-axis OIS)

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.9 และระบบการโฟกัสภาพแบบ PDAF

- แบตเตอรี่ความจุ 3600 mAh พร้อมเทคโนโลยี Quick Charge 3.0

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย ZenUI 4.0

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และ NFC

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C

Asus ZenFone 4 ราคาประมาณ 12,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 155.4x75.2x7.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 165 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 630

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 2TB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 16+8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED, มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.7+F/1.8, ระบบการโฟกัสภาแบบ Dual Pixel PDAF และระบบป้องกันการสั่นไหวแบบ 4 แกน (4-axis OIS)

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง 84 องศา และมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0

- แบตเตอรี่ความจุ 3300 mAh พร้อมเทคโนโลยี Fast Charging

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย Asus ZenUI 4.0

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และ NFC

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C

Asus ZenFone 4 Selfie Pro ราคา 13,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 154.02x74.83x6.85 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 147 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 2TB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล แบบ DuoPixel, เลนส์รับภาพมุมกว้าง 120 องศา, ไฟแฟลชแบบ Soft Light LED, มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.8 และรองรับการถ่ายภาพในโหมด Portrait

- แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh พร้อมเทคโนโลยี Fast Charging

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย Asus ZenUI 4.0

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Bluetooth 4.2

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C

Asus ZenFone 4 Selfie ราคา 8,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 155.66x76.2x7.85 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 144 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p (720x1280 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 430

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 2TB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 20+8 ล้านพิกเซล, เลนส์รับภาพมุมกว้าง 120 องศา, ไฟแฟลชแบบ Soft Light LED และมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0

- แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย Asus ZenUI 4.0

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Bluetooth 4.0

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0

Asus ZenFone 4 Max Pro ราคา 7,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 154x76.9x8.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 181 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 430

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 3GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 256GB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED, มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 และรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ EIS

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง 76 องศา และมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0

- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย Asus ZenUI

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Bluetooth 4.1

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0

Asus ZenFone 4 Max ราคา 5,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 150.5x73.3x8.73 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 156 กรัม

- หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p (720x1280 พิกเซล)

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 425

- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 2GB

- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 16GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 256GB

- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED, มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 และรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ EIS

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง 85 องศา

- แบตเตอรี่ความจุ 4100 mAh

- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย Asus ZenUI

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)

- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE

- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)

- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Bluetooth 4.2

- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB 2.0

สรุปกำหนดการวางจำหน่ายของ Asus ZenFone 4 Series ในประเทศไทย

สมาร์ทโฟน Asus ZenFone 4 Selfie Series และ ZenFone 4 Max Pro Series วางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ผ่านร้านค้าพันธมิตรของเอซุส และร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศในเดือนกันยายน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asus.com/th/

สำหรับ Asus ZenFone 4 และ ZenFone 4 Pro ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลราคาแต่อย่างใด คาดว่าจะมีการอัปเดตข้อมูลให้ได้ทราบหันอีกครั้งหนึ่งในเร็วๆ นี้

ที่มา : Asus ประเทศไทย